จัดทำบทความโดย
นาย พีระพล บุญญารัตนสถาพร เลขทะเบียน 4902100666
เรื่อง สศค.คาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียวในปี 53 ร้อยละ 0.25
กรุงเทพฯ 25 ม.ค.- นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) เพียงครั้งเดียวในปี 2553 โดยขึ้นเพียงร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาร์พีของประเทศอื่นที่จะมีขึ้นเช่นกันและเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัว
“เนื่องจากเห็นว่าสุดท้ายแล้วดอกเบี้ยโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้น่าจะต้องขึ้น อย่างจีนหรือเวียดนาม ไม่เฉพาะของไทย ดังนั้น ภายในครึ่งปีหลังโอกาสที่ดอกเบี้ยจะขึ้นก็เป็นไปได้ในช่วงไตรมาส 3 และขึ้นร้อยละ 0.25 ซึ่งพอที่จะให้เงินเคลื่อนไหวระหว่างประเทศเข้าออกไม่ให้เสียหาย ถ้าดอกเบี้ยเขาสูงแล้วเราต่ำ เงินก็จะไหลไปหาเขาหมด” นายสาธิต กล่าว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2552 คาดว่าขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2552 หดตัวร้อยละ 2.8 และยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2553 ที่ร้อยละ 3.5 หรืออยู่ในช่วงร้อยละ 3-4 ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่กำลังเร่งตัวขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นการเร่งตัวขึ้นสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้านเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนั้น ยังไม่ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะเงินบาทยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค และมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังดูแลได้ดี ดังนั้น ภาคธุรกิจไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไปกับเงินบาทที่แข็งขึ้น.-สำนักข่าวไทย
ที่มา : http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEzNjQyNCZudHlwZT10ZXh0
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.สศค.ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) เพียงครั้งเดียวในปี 2553 โดยขึ้นเพียงร้อยละ 0.25 เพื่ออะไร
ข้อ 2.ถ้าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2552 ขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบปีต่อปี คาดว่าจะทำให้เกิดอะไร
ข้อ 3.เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนั้น ยังไม่ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะอะไร
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
"ซีพี"ลุยลงทุนไทยปีนี้ทุ่ม3หมื่นล.เจ้าสัวชี้โอกาสยังมี
จัดทำโดย
นายศิรณัฐ ศรีไพศาลนนท์ เลขทะเบียน 4902100611
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในงาน "คุยกับซีอีโอปี 2553" เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเครือซีพียัง มั่นใจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยปีนี้ตั้งงบการลงทุนไว้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งในและนอกประเทศประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนมีผลบังคับใช้ เป็นโอกาสให้ไทยผลิตสินค้าไปขายในหลายประเทศ แต่ไทยต้องดูแลให้การเมืองนิ่ง เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน
"กลุ่มซีพีมอง ทุกอย่างเป็นเรื่องดี เห็นโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ ดังนั้น จะไม่ถอยหรือลดการลงทุนในไทยแน่นอน หากมัวคิดถึงเรื่องการเมืองเราคงไม่กล้าไปลงทุนในจีน โดยซีพียึดหลักกำไรน้อย ขายมาก ก็เท่ากับกำไรมาก ส่วนปีนี้คาดว่ารายได้ของเครือซีพีจะเติบโต 20% จากรายได้ปี 2552 ประมาณ 4 แสนล้านบาท" นายธนินท์กล่าว
นายธนินท์ กล่าวด้วยว่า กำลังชักชวนนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งกำลังพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองที่จะมีบริการด้านการลงทุนครบ วงจร เน้นอุตสาหกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลไทยไม่ควรเก็บภาษีประเภทต่างๆ สูงเกินไป เพราะจะทำให้นักลงทุนไม่กล้าขยายการลงทุน และแก้กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ส่วนผลกระทบจากการเปิดเสรีอาฟตาต่อไทยนั้น นายธนินท์มองว่า แม้จะมีสินค้าต่างชาติทะลักเข้ามา แต่มองว่าไทยมีศักยภาพในการส่งออกมากกว่าเพื่อนบ้าน ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้รับซื้อสินค้าจากต่างชาติแล้วนำมาส่งออก เพื่อเป็นการลดคู่แข่งได้ด้วยทางหนึ่ง
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ ฟ กล่าวว่า การลงทุนโรงงานอาหารสัตว์ในรัสเซีย สร้างยอดขายเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง และถึงจุดคุ้มทุนในช่วงไตรมาตรสุดท้ายของปี 2552 ส่วนฟาร์มสุกรพันธุ์ ได้ลงทุนไปแล้วเช่นกัน คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 จะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก และมีแผนจะขยายฟาร์มในระยะต่อไป ขณะที่ในปีนี้มีแผนจะก่อสร้างโรงงานแปรรูปอาหารรองรับอุตสาหกรรมที่เติบโต มากขึ้นด้วย
ขณะที่นายประสิทธิ์ ดำรงวิตานนท์ ประธานผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร กล่าวว่า ยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นบาท ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งการส่งออกและการจำหน่ายในประเทศ โดยปีนี้ที่ความต้องการข้าวในตลาดโลกขายตัวมากขึ้นถึง 30 ล้านตัน จากปกติจะมีประมาณ 28 ล้านตัน คาดว่าในส่วนของซีพีจะ มียอดขายมากขึ้นเท่าตัว หรือมีรายได้รวมประมาณ 5 หมื่น ล้านบาท โดยที่การเปิดเสรีอาฟตา คาดจะไม่ส่งผลกระทบในขณะที่ไทยคาดจะส่งออกข้าวได้ในปีนี้เกิน 10 ล้านตัน
ที่มา: http://www.norsorpor.com/ข่าว/n1859117
คำถาม
ข้อที่1. ในปีนี้ซีพีได้ตั้งงบการลงทุนไว้ประมาณจำนวนเท่าไหร่
ข้อที่2. นายธนินท์ กำลังชักชวนนักลงทุนจากชาติใดให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย
ข้อที่3. ยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งมีมูลค่าประมาณเท่าไหร่
นายศิรณัฐ ศรีไพศาลนนท์ เลขทะเบียน 4902100611
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในงาน "คุยกับซีอีโอปี 2553" เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเครือซีพียัง มั่นใจโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยปีนี้ตั้งงบการลงทุนไว้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งในและนอกประเทศประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนมีผลบังคับใช้ เป็นโอกาสให้ไทยผลิตสินค้าไปขายในหลายประเทศ แต่ไทยต้องดูแลให้การเมืองนิ่ง เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน
"กลุ่มซีพีมอง ทุกอย่างเป็นเรื่องดี เห็นโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ ดังนั้น จะไม่ถอยหรือลดการลงทุนในไทยแน่นอน หากมัวคิดถึงเรื่องการเมืองเราคงไม่กล้าไปลงทุนในจีน โดยซีพียึดหลักกำไรน้อย ขายมาก ก็เท่ากับกำไรมาก ส่วนปีนี้คาดว่ารายได้ของเครือซีพีจะเติบโต 20% จากรายได้ปี 2552 ประมาณ 4 แสนล้านบาท" นายธนินท์กล่าว
นายธนินท์ กล่าวด้วยว่า กำลังชักชวนนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งกำลังพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองที่จะมีบริการด้านการลงทุนครบ วงจร เน้นอุตสาหกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลไทยไม่ควรเก็บภาษีประเภทต่างๆ สูงเกินไป เพราะจะทำให้นักลงทุนไม่กล้าขยายการลงทุน และแก้กฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ส่วนผลกระทบจากการเปิดเสรีอาฟตาต่อไทยนั้น นายธนินท์มองว่า แม้จะมีสินค้าต่างชาติทะลักเข้ามา แต่มองว่าไทยมีศักยภาพในการส่งออกมากกว่าเพื่อนบ้าน ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้รับซื้อสินค้าจากต่างชาติแล้วนำมาส่งออก เพื่อเป็นการลดคู่แข่งได้ด้วยทางหนึ่ง
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ ฟ กล่าวว่า การลงทุนโรงงานอาหารสัตว์ในรัสเซีย สร้างยอดขายเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง และถึงจุดคุ้มทุนในช่วงไตรมาตรสุดท้ายของปี 2552 ส่วนฟาร์มสุกรพันธุ์ ได้ลงทุนไปแล้วเช่นกัน คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 จะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก และมีแผนจะขยายฟาร์มในระยะต่อไป ขณะที่ในปีนี้มีแผนจะก่อสร้างโรงงานแปรรูปอาหารรองรับอุตสาหกรรมที่เติบโต มากขึ้นด้วย
ขณะที่นายประสิทธิ์ ดำรงวิตานนท์ ประธานผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร กล่าวว่า ยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นบาท ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งการส่งออกและการจำหน่ายในประเทศ โดยปีนี้ที่ความต้องการข้าวในตลาดโลกขายตัวมากขึ้นถึง 30 ล้านตัน จากปกติจะมีประมาณ 28 ล้านตัน คาดว่าในส่วนของซีพีจะ มียอดขายมากขึ้นเท่าตัว หรือมีรายได้รวมประมาณ 5 หมื่น ล้านบาท โดยที่การเปิดเสรีอาฟตา คาดจะไม่ส่งผลกระทบในขณะที่ไทยคาดจะส่งออกข้าวได้ในปีนี้เกิน 10 ล้านตัน
ที่มา: http://www.norsorpor.com/ข่าว/n1859117
คำถาม
ข้อที่1. ในปีนี้ซีพีได้ตั้งงบการลงทุนไว้ประมาณจำนวนเท่าไหร่
ข้อที่2. นายธนินท์ กำลังชักชวนนักลงทุนจากชาติใดให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย
ข้อที่3. ยอดจำหน่ายข้าวตราฉัตรปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งมีมูลค่าประมาณเท่าไหร่
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553
จัดทำโดย
นายอาทิตย์ นิรันดรธรากุล เลขทะัเบียน 4902100644
สอนลูกให้รู้ค่าของเงิน
... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเอง การกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ ... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเองการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ลูกอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น รายอาทิตย์ รายเดือน เป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน? ควรสอนให้เด็กรู้จักประเมินการใช้เงินรายวัน และจัดสรรการใช้จ่ายด้วยตัวเอง วันใดจ่ายมากก็ต้องยอมรับสภาพว่าอีกวันต้องอดบ้าง เพื่อเรียนรู้ผลการใช้เงินเกินข้อตกลง
รางวัลมิใช่สิ่งของเสมอไป
การแสดงความชื่นชมลูกเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีใช่ว่าจะต้องให้ของขวัญราคาแพงเสมอไป รางวัลสำหรับลูกอาจเป็นคำชมเชย จดหมายน้อยสักหนึ่งฉบับ ดาวทีละดวง? ครบห้าดวงเปลี่ยนเป็นไอศครีม 1 มื้อ เป็นต้น ควรคิดค้นวิธีการให้เด็กตื่นเต้นประทับใจ เช่น การส่งจดหมายถึงเด็กทางไปรษณีย์ แทนที่จะยึดแค่ความสะดวกสบาย โดยการให้รางวัลด้วยวัตถุเป็นหลัก?
ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อจำเป็น
การพาครอบครัวไปพักผ่อนด้วยการตากแอร์เย็นๆ ที่ห้างสรรพสินค้า อาจจะให้ผลได้ไม่เท่าเสีย เพราะสภาพแวดล้อมของห้างสรรพสินค้ามี แต่สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เด็ก และผู้ใหญ่อดใจไม่ไหว การไป แต่ละครั้งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นการเพาะนิสัยการบริโภคให้ลูกในความถี่ที่น่าเป็นห่วง?
จ่ายกันคนละครึ่ง... ดีไหม?
คุณพ่อคุณแม่หลายรายใช้หลักจ่ายกันคนละครึ่งกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักเก็บเงิน และหากต้องการสิ่งใดจะได้รับผิดชอบจ่ายด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง? แต่ก็ต้องระวัง โดยการกำหนดกติกาว่าพ่อแม่จะหารด้วยในกรณีที่เป็นของจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และระบบหารครึ่งนี้ จะไม่มีเงินผ่อนเด็ดขาด
สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่?
อย่ารู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูก สงสารลูกที่ลูกหัวไม่ดี สงสารลูกที่เขาเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วจะไปชดเชยหรือทดแทนให้เขา ด้วยการซื้อของ หรือ ให้เงินแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เงินจำนวนมากหรือของเล่นราคาแพงไม่สามารถทดแทนความรู้สึก ?ขาด? ในใจลูกได้? เพราะเราทำให้เขา ?อิ่ม? ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ค่ะ
(หนังสือนิตยสาร?life&family ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2540 อ้างใน elib-online.com)
หนังสือนิตยสารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อคนไทยหลายๆ คน คุณจึงไม่ควรพลาด!
ที่มา:
http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/102-2008-06-28-10-20-57.html
คำถาม
1.ทำอย่างไรลูกจึงจะรู้จักการออมเงิน
2.เมื่อลูกทำความดีพ่อแม่ควรให้อะไรแก่ลูกที่ไม่ใช่เงิน
3.พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกรู้สึกไม่ดี รู้สึกขาด ที่ไม่ใช่การให้เงิน
นายอาทิตย์ นิรันดรธรากุล เลขทะัเบียน 4902100644
สอนลูกให้รู้ค่าของเงิน
... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเอง การกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ ... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเองการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ลูกอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น รายอาทิตย์ รายเดือน เป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน? ควรสอนให้เด็กรู้จักประเมินการใช้เงินรายวัน และจัดสรรการใช้จ่ายด้วยตัวเอง วันใดจ่ายมากก็ต้องยอมรับสภาพว่าอีกวันต้องอดบ้าง เพื่อเรียนรู้ผลการใช้เงินเกินข้อตกลง
รางวัลมิใช่สิ่งของเสมอไป
การแสดงความชื่นชมลูกเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีใช่ว่าจะต้องให้ของขวัญราคาแพงเสมอไป รางวัลสำหรับลูกอาจเป็นคำชมเชย จดหมายน้อยสักหนึ่งฉบับ ดาวทีละดวง? ครบห้าดวงเปลี่ยนเป็นไอศครีม 1 มื้อ เป็นต้น ควรคิดค้นวิธีการให้เด็กตื่นเต้นประทับใจ เช่น การส่งจดหมายถึงเด็กทางไปรษณีย์ แทนที่จะยึดแค่ความสะดวกสบาย โดยการให้รางวัลด้วยวัตถุเป็นหลัก?
ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อจำเป็น
การพาครอบครัวไปพักผ่อนด้วยการตากแอร์เย็นๆ ที่ห้างสรรพสินค้า อาจจะให้ผลได้ไม่เท่าเสีย เพราะสภาพแวดล้อมของห้างสรรพสินค้ามี แต่สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เด็ก และผู้ใหญ่อดใจไม่ไหว การไป แต่ละครั้งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นการเพาะนิสัยการบริโภคให้ลูกในความถี่ที่น่าเป็นห่วง?
จ่ายกันคนละครึ่ง... ดีไหม?
คุณพ่อคุณแม่หลายรายใช้หลักจ่ายกันคนละครึ่งกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักเก็บเงิน และหากต้องการสิ่งใดจะได้รับผิดชอบจ่ายด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง? แต่ก็ต้องระวัง โดยการกำหนดกติกาว่าพ่อแม่จะหารด้วยในกรณีที่เป็นของจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และระบบหารครึ่งนี้ จะไม่มีเงินผ่อนเด็ดขาด
สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่?
อย่ารู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูก สงสารลูกที่ลูกหัวไม่ดี สงสารลูกที่เขาเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วจะไปชดเชยหรือทดแทนให้เขา ด้วยการซื้อของ หรือ ให้เงินแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เงินจำนวนมากหรือของเล่นราคาแพงไม่สามารถทดแทนความรู้สึก ?ขาด? ในใจลูกได้? เพราะเราทำให้เขา ?อิ่ม? ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ค่ะ
(หนังสือนิตยสาร?life&family ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2540 อ้างใน elib-online.com)
หนังสือนิตยสารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อคนไทยหลายๆ คน คุณจึงไม่ควรพลาด!
ที่มา:
http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/102-2008-06-28-10-20-57.html
คำถาม
1.ทำอย่างไรลูกจึงจะรู้จักการออมเงิน
2.เมื่อลูกทำความดีพ่อแม่ควรให้อะไรแก่ลูกที่ไม่ใช่เงิน
3.พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกรู้สึกไม่ดี รู้สึกขาด ที่ไม่ใช่การให้เงิน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)